Top 10 มนุษย์เลวร้ายที่สุดในโลก


เอามาจากเว็บฝรั่งอีกทีครับ…เชิญแปลตามมีตามเกิด 55+ (ทยอยแปลเรื่อยๆ)
http://listverse.com/2010/12/31/top-10-most-evil-humans/

10
Delphine Lalaurie

มาดาม Delphine Lalaurie เจ้าของ LaLaurie Mansion สาวไฮโซ แห่งนิวออลีน แต่มีเบื้องหลังเป็นฆาตกรโรคจิตดีๆ นี่เองครับ เรื่องมันแดงขึ้นเมื่อวันที่ 10 เมษายน คศ.1834  เกิดอัคคีภัยที่แมนชั่นของเธอ นักดับไฟได้พบทาสที่ถูกล่ามกับเตาไฟ โดยที่พวกเขานั้นเป็นคนก่ออัคคีภัยขึ้นเองเพื่อให้คนภายนอกเข้ามาพบ และทาสคนอื่นๆได้นำนักดับเพลิงไปที่ห้องใต้หลังคาและพบว่าทาสมากกว่า 12 คนที่มีลักษณะพิกล พิการอย่างน่าตกใจ เช่นถูกหักแขนขาให้มีลักษณะคล้ายปู อยู่กรงเล็กๆ บางคนถูกทำให้เสียโฉม บางคนถูกตัดทั้งแขนและขาทำให้เคลื่อนไหวเหมือนหนอนผีเสืออย่างน่าสมเพช

อีกจำนวนหนึ่งถูกเย็บปากติดเพื่อให้อดอาหารจนตายและหลายศพถูกนำมือไปเย็บติดกับส่วนต่างๆของร่างกาย ส่วนใหญ่พบว่ามีคนตาย ส่วนที่รอดก็อยากตายมากกว่าอยู่เพราะความพิการอันทรมาน ส่วน she เผ่นแน่บหายจ้อยไม่กลับมาที่บ้านหลังนี้อีกเลย

คาดว่ามีทาสผิวสี ผู้ถูกกระทำอย่างโหดเหี้ยมเช่นนี้ทั้งอยู่ (ในขณะนั้น) และเสียชีวิตไปแล้วรวมถึง 87 คน และเป็นผลทำให้บ้านหลังนี้ กลายเป็นบ้านผีสิงที่ดังที่สุดแห่งหนึ่งในอเมริกา

ภาพในอดีต

**LaLaurie Mansion บ้านผีสิงที่ดังที่สุดที่นึงในอเมริกา  เป็นของ นิโคลัส เคจ นักแสดงฮอลลีวูดชื่อดัง ( 2007 – ปัจจุบัน)

สุดท้ายคุณคงคิดว่าคุณนายคนนี้จะไม่รอดข้อหาฆาตกรรมต่อเนื่องใช่มั๊ย ผิดครับ…. เธอมีญาติเป็นถึงผู้ว่า อีกทั้งร่ำรวย เธอใช้เงินซื้อความยุติธรรมมาได้ และเธอไม่ถูกจับ และก็ไม่มีใครยืนยันได้ว่าเธอเสียชีวิตที่ใด แต่ที่แน่ๆ บ้านหลังที่ว่ากลายเป็นบ้านผีสิงที่มีหลายคนพบเห็นวิญญาณหลอนหลายตัวในบ้าน The Haunted House ที่ นิวออร์ลีนส์

อ่านเรื่องของมาดาม  Delphine LaLaurie (ต้นฉบับ)

9

Ilse Koch

เอลส์วิทช์ โคช์ส เจ้าของฉายา “หญิงแพศยาแห่งบูเชนวาล์ด” เข้าร่วมกองทัพนาซี ในปี 1932 มีนิสัยทารุณเมื่อเกิดตัณหา ความโหดร้ายของเธอที่มีต่อนักโทษนั้นเป็นที่เลื่องลือ เธอเป็นภรรยาของ นายพลคาร์ล คอชห์ ผู้บัญชาการสูงสุดแห่งค่ายกักกันคนแรกแห่งค่ายบูเชนวาล์ด (1937-1941) และต่อมาย้ายไปประจำการที่ มาจดาเนค (1941-1943)

*บูเชนวาล์ด  = Konzentrationslager Buchenwald (Buchenwald Concentration Camp)

เธอเป็นคนบ้าอำนาจ นิยมความรุนแรง มีเรื่องเล่ากันว่าเธอชอบเดินในค่ายโดยมีแส้อยู่ในมือ และให้นักโทษชายแก้ผ้า ถ้าชายใดมีแสดงว่ามีอารมณ์ทางเพศ แอบมอง หรือส่งสายตาให้เธอจะถูกลงโทษด้วยแส้อย่างทารุณ (บรึ๋ยส์…)
ในปี 1940 เธอสร้างสนามกีฬาในร่มซึ่งมีราคากว่า 250,000 มาร์ค ซึ่งส่วนใหญ่ได้มาจากผู้ต้องหา ในปี 1941 ขณะนั้นเธอมีตำแหน่งเป็น Oberaufseherin (chief overseer) และดูแลค่ายบูเชนวาล์ดต่อจากสามี – ส่วนสามีย้ายไปประจำการที่ มาจดาเนค (1941-1943)

Buchenwald Lampshade

buchenwald lampshade

และเมื่อเธอได้ทำงานแทนสามี (และได้ห่างสามี) เธอก็มีเวลาว่างแสนสนุกสนานกับการทรมานและข่มขืนนักโทษในค่ายกักกันจนฉาวโฉ่ จนเป็นที่ร่ำลือในความคาวโลกีย์ และสิ่งสร้างชื่อของเธอคือการสะสมหนังมนุษย์ที่มีรอยสัก ว่ากันว่าเธอต้องการหนังมนุษย์ที่มีรอยสักนี้เพื่อสร้าง (ส่วนโคม) โคมไฟหนังมนุษย์ !!! แต่จนแล้วจนรอดก็ไม่มีหลักฐานมายืนยันได้ว่าเธอสร้างสิ่งประดิษฐ์น่าสยองนี้จริง
โคมไฟงี้ ให้ฟรียังไม่เอาเลยค้าบบ….


**นำมาสร้างเป็นภาพยนต์ ในปี 1974 (อิงจากคาแรคเตอร์ของ Ilse ซึ่งเป็นนาซีหญิง ในหน่วย ss)

แต่ผลสุดท้ายเธอถูกองทัพสหรัฐจับ ในวันที่ 8 กค. 1948 และขอลดโทษหลายต่อหลายครั้งแต่ไม่สำเร็จ สุดท้ายเธอแขวนคอฆ่าตัวตายใน เรือนจำหญิงอิคช์แอคช์ ในวันที่ 1 กย. 1967 รวมอายุได้ 60 ปี

8

Shirō Ishii

Shiro Ishii 1

ดร.ชิโร อิชิอิ นักจุลชีววิทยา ตำแหน่งพลโท แห่ง หน่วย 731, หน่วยสงครามจุลชีวะแห่งกองทัพจักรพรรดิ์ญี่ปุ่น
จบการศึกษาด้านการแพทย์ ที่มหาวิทยาลัยเกียวโต ในปี 1932, เขาริเริ่มขั้นแรกของสมครามจุลชีวะ ในโครงการลับของกองทัพญี่ปุ่น. เมื่อปี 1936, หน่วย 731 ได้ถูกก่อตั้งขึ้นที่เมืองฮาร์บิน, ประเทศจีน

อิชิอิเป็นผู้คิดค้นระบบทำน้ำให้บริสุทธิ์ แต่ต่อมาเขาก็ชักนำมหาวิทยาลัยหลายแห่งในญี่ปุ่นให้เข้าร่วมในการวิจัยอาวุธชีวภาพ โดยมีหน่วย 731 ของกองทหารญี่ปุ่นดำเนินการวิจัยหลายโครงการด้วยกัน

การทดลองที่สำคัญทุกชิ้นจะใช้มนุษย์เป็นหนูตะเภา โดยจักรพรรดิฮิโรฮิโตะของญี่ปุ่นให้การอนุมัติโครงการอาวุธเชื้อโรคนี้งานที่ดำเนินไปเปนกิจวัตรประจำวัน เช่น

female victim of Shirō Ishii

-การผ่าตัดมนุษย์โดยไม่ใช้ยาสลบ
-การใส่สารพิษที่คิดค้นใหม่ลงในอาหารและน้ำดื่ม เพื่อฆ่าประชาชนทีละมากๆ
-การบังคับให้หญิงสาวร่วมเพศกับชายที่ป่วยเป็นโรคชิฟิลิสนับสิบคนเพื่อศึกษาและพัฒนาเชื้อซิฟิลิสที่รุนแรงที่สุด
-การฉีดเลือดที่มีเชื้อเข้าร่างกายของมนุษย์ที่ถูกจับมาเป็นเหยื่อ เพื่อดูผลการแพร่เชื้อในมนุษย์ในมนุษย์เป็นๆ
-การจับเหยื่อห้อยหัวลงจนกว่าจะตายเพื่อทดสอบความทนในการเอาชิวิตรอด
-การจับเหยื่อเข้าไปทดลองและอัดความดันอากาศหรือดูดอากาศออกจนร่างระเบิดเละ
-การจับมนุษย์เปลือยผ้าร่างแข่ในน้ำที่อุณหภูมิเป็นลบ
-การ ตัดชิ้นส่วนของมนุษย์ออก เช่น ตัดกระเพาะออก นำลำไส้ต่อตรงมาที่หลอดอาหารเพื่อดูว่ามนุษย์ที่ไม่มีกระเพาะอาหารจะมีชีวิต อยู่ได้หรือไม่
-การตัดแขนขา และนำมาต่อใหม่ด้วยการสลับข้าง

หน่วย 731 ประจำการอยู่ที่เมืองฮาร์บิน (ตอนเหนือของจีนใกล้รัสเซีย) ในช่วงแรก แต่ต่อมาทางหน่วยก็ย้ายศูนย์กลางการวิจัยไปทางตะวันออกเฉียงใต้ และไปตั้งอยู่ที่เมืองเป่ยอินเหอที่อยู่ห่างไกล โดยญี่ปุ่นเผาทำลายบ้านเรือนและร้านค้าราว 300 แห่งเพื่อสร้างพื้นที่ว่างไว้สำหรับก่อตั้งศูนย์วิจัยลับแห่งนี้

ได้มีการนำเรื่องราวมาสร้างภาพยนต์โดยใช้ชื่อเรื่องว่า จับคนมาทำเชื้อโรค ( Men behind the sun หรือ Unit 731 ) เมื่อปี 1988 ซึ่งนับว่าเป็นหนังโหด ภาพสมจริงมาก (ในยุคนั้น)

**ชิโร่ อิชิอิ ไม่เคยต้องโทษติดคุก หรือรับผลใดๆในสิ่งที่เขาได้กระทำ และตายเมื่ออายุ 67 ปี ด้วยโรคมะเร็งทางเดินอาหาร

7

Ivan IV of Russia ( lvan Kalita )

Ivan The Terrible

Ivan The Terrible – อีวานที่ 4 แห่งรัสเซีย,มีฉายาว่า อิวาน โกรซินี่  ( Ivan Grozny ) คำว่า”โกรซินี่”นั้นเป็นคำภาษารัสเซีย เมื่อแปลเป็นภาษาอังกฤษ แปลออกมาเป็นคำว่า Terrible แปลเป็นไทยอีกทีจะแปลได้ประมาณว่า อิวานจอมโหด, อีวานประสูติเมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 1530 ที่กรุงมอสโก พอพระชนม์ได้สามขวบเศษพระบิดาก็สวรรคต

อิวานซึ่งมีพระชนม์ได้เพียง 5 ชันษาก็ครองบัลลังก์ตามลำพัง โดยมีพระญาติผู้ใหญ่คอยชักใยกุมอำนาจอยู่เบื้องหลังสนุกกันไป แต่ผู้สนับสนุนเจ้าชายน้อยก็มีเยอะ ไม่งั้นพระองค์คงไม่สามารถยึดอำนาจกลับคืนมาได้เมื่อพระชนม์เพียง 13 ชันษาหรอก แต่ก็อย่างว่าละครับ โดยที่ยังทรงพระเยาว์อยู่มาก ถึงจะเป็น อิสระจากอำนาจของเจ้านาย ฝ่ายหนึ่งก็ตกอยู่ใต้อำนาจของเจ้านายในสกุลกลินสกี้ อีกจนกระทั่งอิวานทรงเบื่อหน่าย จึงเสด็จออกประพาสทั่วแว่นแคว้นของพระองค์ สัมผัสกับความเป็นอยู่ของอาณาประชาราษฎร์ทำให้ทรงทราบว่าชาวรัสเซียที่แท้ นั้นมีความเป็นอยู่อย่างไร

ความสนุกสนานส่วนพระองค์ในปฐมวัย ได้แก่การที่พระองค์ได้ทรงไต่ขึ้นไปบนหอคอยของพระราชวังเครมลิน เพื่อโยนสัตว์ตัวเล็กๆ ออกไปนอกหน้าต่าง และเมื่อพระองค์ทรงมีพระชนมายุพอที่จะทรงม้าได้ พระองค์จะทรงม้าและถือแส้ไปรอบๆ กรุงมอสโก เซอร์ไกล์ เฟรทเชอร์ ได้เขียนบรรยายไว้ว่า

” ถ้าพระองค์ไม่ชอบหน้าผู้ใด หรือใครก็ตามที่พระองค์ทรงพบตามทางเสด็จพระราชดำเนิน หรือเมื่อใดที่ใครก็ตามเงยหน้าขึ้นมาดูพระองค์ พระองค์จะสั่งให้ทหาร นำผู้นั้นไปตัดเสียศรีษะเสีย และโปรดให้นำศรีษะบุคคลนั้น มาให้พระองค์ทอดพระเนตรด้วย”

ปี ค.ศ.1539 พวกกลินสกี้ พยายามกำจัดเสี้ยนหนามให้หมดสิ้นด้วยการบุกวังของอีวานและจับกุมบรรดา มหาดเล็กคนสนิทของพระองค์ที่เหลืออยู่เพื่อแสดงความมีอำนาจบาตรใหญ่ของพวกตน พวกกลินสกี้ได้ถลกหนังมหาดเล็กผู้ซื่อสัตย์ของพระองค์ทั้งเป็นและนำไปแขวน ไว้ที่จัตุรัสกรุงมอสโคว์ให้คนอื่นได้เห็น

เหตุการณ์ ในครั้งนั้นทำให้ส่งผลกระทบด้านอารมณ์อย่างรุนแรงต่ออีวาน พระองค์ทรงระงับความโศกเศร้านี้โดยการดื่มอย่างหนัก พระองค์เข้าร่วมกลุ่มอันธพาลวัยรุ่นที่ก่อความไม่สงบไปทั่วมอสโคว์ด้วยการ ทุบตีผู้คนที่เดินผ่านมาและฉุดกระชากผู้หญิงไปข่มขืน

ใน เดือนธันวาตม ค.ศ.1543 พระองค์ตัดสินใจจะต่อสู้กับศัตรูแบบตาต่อตาฟันต่อฟัน ทรงจับเจ้าชายแอนดรู กลินสกี้โยนให้ฝูงสุนัขล่าสัตว์ที่กำลังหิวโหยขยำทั้งเป็น พระองค์ทรงแขวนคอกองทหารโบยาร์ 30 เรียงรายไปตามถนนในกรุงมอวโคว์ ส่วนผู้ก่อการอื่นๆ บ้างก็ถูกตัดหัว บ้างก็ถูกตัดลิ้น และการที่พระองค์ทรงปฏิบัติการลงโทษรุนแรงและโหดเหี้ยมนี้ทำให้พระองค์ สามารถยึดอำนาจทั้งหมดไว้ได้

อิวานได้ขุนนางคู่พระทัยคนหนึ่งชื่อ “มาการี” (Makary) ซึ่ง ทรงไว้วางพระทัยและมีอิทธิพลเหนือพระองค์ไม่น้อย ทรงร่วมมือกับมาการีจัดระบบราชสำนักที่ไม่เข้าท่าให้เรียบร้อย ใครทำผิดก็ประหารลูกเดียวไม่มีอุทธรณ์ ฎีกา ซึ่งอาจเป็นการ “เชือดไก่ ให้ลิงดู” ผู้ คนจะได้เกรงกลัวอำนาจของเจ้าชายหนุ่มน้อยมากขึ้นกว่าเดิม พอวางระเบียบในราชสำนักให้รัดกุมดี แล้ว อิวานก็มีพระบัญชาให้มาการีจัดพิธีราชาภิเษกพระองค์ให้ยิ่งใหญ่ขึ้นกว่าเดิม

ด้วยวัยเพียง 17 ชันษา อิวานที่ 4 ประกาศว่า พระองค์ไม่ได้เป็นเพียง “Grand Prince” อีกต่อไปแล้ว แต่จะต้องเป็น “Tsar of All Russia!” ซึ่งคำว่า “ซาร์” นี้ย่อมาจาก “ซีซาร์” ดัง กล่าวมาข้างต้น ตำแหน่งนี้ไม่เคยมีมาก่อนเลยในรัสเซีย จึงทำให้ผู้คนพากันตกตะลึงไปตามๆกัน ถึงอย่างไรอิวานก็ราชาภิเษกเป็นซาร์องค์แรกของรัสเซียจนได้ในวันที่ 16 มกราคม 1547 และต่อมาในวันที่ 3 กุมภาพันธ์ ปีเดียวกัน ก็ทรงเข้าพิธีอภิเษกสมรสกับเจ้าหญิงอนาสเตเซีย การินายูเรวา ผู้มาจากราชสกุลซึ่งต่อมาได้แก่ราชวงศ์โรมานอฟนั่นไงครับ

“พระองค์จะทรงถือพระแสงหอกไปด้วยเสมอและเมื่อข้าราชบริพารคนใดทำสิ่งใดให้ พิโรธ พระองค์ก็จะทรงใช้พระแสงนั้นทิ่มแทงผู้ที่เคราะห์ร้ายนั้นเสีย”
 

น่าแปลกที่ว่า ถึงภาพพจน์ของพระองค์จะเลวร้ายในสายตาคนนอก โดยเฉพาะทรงสังหารโอรสแท้ๆสิ้นชีพไปด้วยความมุทะลุเดือดดาล แต่กับชีวิตสมรส ก็มีความสุขราบรื่นดี ทรงมีมเหสีถึง 6 องค์ แต่พระนางอนาสเตเซีย ทรงมีอิทธิพลเหนือพระสวามีอยู่ไม่น้อย พระนางเป็นผู้มีพระทัยอ่อนโยน จึงมักช่วยให้เรื่องร้ายกลายเป็นดีไปได้เสมอๆ สมแล้วที่เป็นมเหสีหมายเลขหนึ่ง หรือซาริน่าองค์แรกของรัสเซีย

อิวานทรงทำสงครามหลายครั้ง ปราบปรามพวกตาร์ตาร์จนราบคาบ และปราบพวกที่ไม่ใช่เผ่าพันธุ์สลาฟจนเรียบ ทำให้ดินแดนรัสเซียขยายอาณาเขตออกไปอีกมาก แต่ในการทำสงครามกับลิทัวเนียระหว่างปี 1558-1582 อันมีความสำคัญมากนั้น รัสเซียทำไม่สำเร็จ เป็นเหตุให้ไม่มีทางออกสู่ทะเลบอลติค ได้ดังพระประสงค์ อิวานพิโรธโกรธกริ้วเป็นการใหญ่ ในการนี้ผู้ที่ทรงวางพระทัยให้ไปรบคือโอรสองค์แรก ผู้เป็นรัชทายาทที่ทรงรักมากที่สุด และทรงพระนามว่าอิวานเหมือนกัน เมื่อเจ้าชายอิวานทำให้ผิดหวังก็ทรงกริ้วจนสุดขีด ถึงกับใช้ธารพระกรฟาดเศียรโอรสไม่ยั้ง จนเป็นแผลฉกรรจ์และทำให้เจ้าชายสิ้น พระชนม์ในที่สุด แต่เจ้าชายอิวานก็ทรงเข้าพระทัยในความผิดหวังของพระบิดา เพราะทรงต้องการเห็นรัสเซียมีทางออกสู่ทะเลเพื่อก้าวไปสู่ความเจริญมั่งคั่ง ทางพาณิชยนาวีได้ ก่อนจะสิ้นพระชนม์ เจ้าชายจึงตรัสออกมาแผ่วเบาว่า “หม่อมฉันเข้าใจและให้อภัยเสด็จพ่อ ขอพระเจ้าทรงคุ้มครองพระองค์ด้วยเถิด”

การที่ อิวานตีโอรสจนตายในครั้งนี้ ผู้ที่ไม่ชอบพระองค์ตลอดจนนักประวัติศาสตร์หลายคนพากันกล่าวหาว่า ดูสิ คนอะไรร้ายถึงกับฆ่าลูกได้ เป็นจอมโหดแท้ๆเชียว…กับทั้งในสงครามนี้แหละครับ  อิวานสั่งประหารผู้คนและเชลยศึกไปรวดเดียวตั้ง 3,000 คน จึงได้รับฉายาว่า “เดอะ เทอร์ริเบิ้ล” ตั้งแต่นั้นมา ทั้งที่ความจริงในภาษารัสเซียให้สมัญญาพระองค์ว่า “อิวานกรอสนีย์” (Grozny)
เรื่องเล่าเกี่ยวกับความโหดร้ายของพระองค์ก็แพร่สะพัดออกมามากมาย เป็นต้นว่า ทรงชอบทรมานคนเป็นความสนุก บ้างก็วิเคราะห์ไปถึงวัยเด็กของพระองค์ซึ่งถูกบีบคั้นจากผู้ต้องการอำนาจ ครั้นเมื่อทรงมีอำนาจเสียเองก็ใช้อย่างไม่ถูกทำนองคลองธรรม…ก็สุดแท้แต่จะ วิเคราะห์ กันไปล่ะครับ มีเรื่องหนึ่งซึ่งเล่ากันว่า ในสมัยที่ทรงไปล้อมเมืองเล็กๆ ซึ่งมีป้อมปราสาทแข็งแรงมาก เจ้าเมืองกับคนในป้อมรู้ความ ช่างทรมานคนของอิวานเป็นอย่างดี จึงเห็นว่าหากยอมแพ้ถูกจับเป็นเชลยศึกละก็ มีหวังถูกทรมานจนตายด้วยวิธีแผลงๆ ต่างๆ ให้ทุกข์ทรมานแสนสาหัส จึงตกลงใจกันว่าจะยอมตายอยู่ในป้อมปราสาทนี้ ดีกว่าตายด้วยพระหัตถ์ของอิวาน พวกเขาเอาดินปืนมาเทจนทั่วปราสาท แล้วทหารใจเด็ดคนหนึ่งก็เป็นคนจุดไฟ…

บรึ้มมมม! ป้อมพังพินาศ ทุกชีวิตในนั้นตายเรียบไม่มีเหลือ ยกเว้นคนจุดไฟเท่านั้นที่ตายเป็นคนสุดท้าย แต่ก็ไม่ได้ตายสงบเหมือนพรรคพวกหรอกครับ เพราะเขายังมีชีวิตอยู่ เมื่ออิวานพาทหารบุกเข้าไป พระองค์จึงสั่งให้จับชายคนนี้ขึ้นเสียบไม้แหลมประจานไว้หน้าประตูเมืองให้ เห็นทั่วกัน

ความแค้นยังไม่สิ้น…เมื่ออิวานเห็นว่าเจ้าเมืองในปราสาทกระด้างกระเดื่องต่อ พระองค์ถึงเพียงนี้ก็อย่าเอาเมืองนี้ไว้เลย…จึงสั่งให้จับชาวเมืองทุกคน ฆ่าเสียให้หมดมิให้เหลือเลยสักรายเดียว   วิธีฆ่าก็ มีต่างๆกัน บ้างก็ตัดร่างกายออกเป็นท่อนๆ บ้างก็เผาทั้งเป็น บ้างก็เสียบเหล็กแหลม ฯลฯ จนกระทั่งชาวเมืองหลายพันคนตายเรียบหมดทั้งเมืองเลยครับ!

และ วีรกรรมความโหดที่โด่งดังที่สุดก็คือ ตอนที่พระองค์มีพระบัญชาให้สร้างมหาวิหารเซนต์บาซิลขึ้นเพื่อเป็นอนุสรณ์ แห่งชัยชนะที่มีต่อพวกมองโกล โดยสถาปนิกผู้ออกแบบคือ ปอสนิก ยาคอฟเลฟ ซึ่งหลังจากสร้างเสร็จ สถาปนิกผู้เคราะห์ร้ายก็โดนควักลูกตาทั้งสองข้าง เพื่อไม่ให้ไปออกแบบสิ่งใดที่สวยงามยิ่งกว่ามหาวิหารแห่งนี้ พฤติกรรม ทำนองนี้เป็นผลลบอย่างแน่นอน และทำให้ความดีที่ทรงสร้างแก่รัสเซียแทบถูกลืมเลือนไปด้วย

ว่ากันว่า ซาร์อีวานทรงประสบกับการหลอกหลอนจากกรรมต่าง ๆ ที่ได้ทรงกระทำไว้ในอดีตจนพระเกศาร่วงหมดและทรงร้องครวญครางอยู่ทุกคืน กล่าวกันว่า พระองค์สวรรคตในปี วันที่ 18 มีนาคม 1584 ด้วยพระชนม์เพียง 54 ชันษา ชาวรัสเซียก็พากันถอนใจโล่งอกไปตามๆกัน

**จากหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ 22 มีนาคม 2009+ +

6

Idi Amin Dada

ผู้นำทางการทหารของอูกันดาที่ประกาศตัวเองเป้นประธานาธิบดีชั่วชีพ (President for life)
โดยอำนาจทางการทหารเข้ามาในปี1971 เขาเป็นผู็ที่มีส่วนเกี่ยวจ้องในการประหารและขับไล่ผู้ที่ไม่ใช้ชาวอูกันดาออกนอกประเทศ รวมถึงมีส่วนเกี่ยวพันกับการสังหารคนจำนวน 80000 ถึง 500000คน นอกจากนี้แล้วเขายังออกคำสั่งขับไล่ชาวเอเชียที่ส่วนมากถือพาสปอร์ตอังกฤษให้ออกไปจากอูกันดา แม้ว่าในภายหลังเขาจะถูกโค่นอำนาจและถูกเนรเทศออกนอกประเทศ แต่ในภายหลังรัฐบาลอูกันดายอมรับที่จะให้ฝั่งศพของเขาในอูกันดาแม้ว่าเขาจะถูกฝั่งในซาอุดิอาราเบียแล้วก็ตาม

 

5

Jiang Qing

Jiangqing

Jiang Qing was the wife of Mao Tse-tung, the Communist dictator of China. Through clever maneuvering, she managed to reach the highest position of power within the communist party (short of being President). It is believed that she was the main driving force behind China’s Cultural Revolution (of which she was the deputy director). During the Cultural Revolution, much economic activity was halted, and countless ancient buildings, artifacts, antiques, books and paintings were destroyed by Red Guards. The 10 years of the Cultural Revolution also brought the education system to a virtual halt, and many intellectuals were sent to prison camps. Millions of people in China, reportedly, had their human rights annulled during the Cultural Revolution. Millions more were also forcibly displaced. Estimates of the death toll – civilians and Red Guards – from various Western and Eastern sources are about 500,000 in the true years of chaos of 1966—1969, but some estimates are as high as 3 million deaths, with 36 million being persecuted.

4

Pol Pot

Polpot

ซาลอท ซาร์ (Saloth Sar) หรือ พล พต (Pol Pot) ผู้นำกลุ่มเขมรแดง และนายกรัฐมนตรีกัมพูชาดำรงตำแหน่งในปี 1976 – 1979, (อันที่จริงยึดอำนาจมาตั้งแต่กลางปี 1975 แล้ว) ในช่วงเรืองอำนาจนั้น,พอล พตใช้วิธีที่รุนแรง เพื่อปรับปรุงระบบเศรษฐกิจแบบสังคมนิยมพึ่งตัวเอง รวมถึงการโดดเดี่ยวประเทศออกจากอิทธิผลต่างชาติ ปิดโรงเรียน โรงพยาบาล โรงงาน ยกเลิกระบบธนาคาร เงินตรา ฯลฯ และจัดให้พวกที่ทำมาหากินอยู่ในเขตเมือง ออกไปทำงานในฟาร์มนอกเมือง

The combined effect of slave labour, malnutrition, poor medical care and executions is estimated to have killed around ชาวกัมพูชา 2 ล้านคน (ประมาณ 1 ใน 3 ของประชากร). His regime achieved special notoriety for singling out all intellectuals and other “bourgeois enemies” for murder. เขมรแดงได้สังหารหมู่ จำนวนมากในพื้นที่ ที่รู้จักกันในนาม “ทุ่งสังหาร” ซึ่งใช้ทิ้งศพในหลุมขนาดใหญ่รวมกัน , การสังหารหมู่นั้นบ่อยครั้งที่ใช้ ค้อน, ขวาน, หรือตะเกียบเหลาปลาย เพื่อประหยัดกระสุน.

3

Vlad III

Vlad III Dracula

ชื่อจริงของเขาคือ Vlad III, เจ้าชายแห่ง Wallachia ผู้เป็นบุตรของจอมกษัตริย์ Vlad II “Dracul” (The Dragon) สาเหตุที่ได้รับฉายา Dracul นั่นก็เพราะ กษัตริย์ผู้นี้เกิดในตระกูล House of the Dragon พระองค์เป็นที่รู้จักดีด้านตำนานความหฤโหดด้านการทรมานคน ซึ่ง เบรม สโตร์กเกอร์ได้ไอเดียนำไปแต่งเป็นนิยายเรื่อง Dracula แม้ว่าลึกๆแล้วพระองค์ก็มีความยุติธรรมอยู่บ้าง แต่การทรมานของพระองค์นั้นก็สุดรับได้ เช่น การใช้ม้าแยกร่าง(เหมือนหนังจีน) ตอกตะปูลงบนหัว ตัดแขนและขา บีบคอ จับเผาสด ควักลูกตา  ตัดจมูกตัดหู ทำให้อวัยวะเพศพิการ ถลกหนัง และ การต้มในน้ำเดือดทั้งๆที่ยังมีชีวิต  มีหลักฐานชี้ว่ายุคของพระองค์ทรงมีการตัดหัวเสียบประจานถึง 1แสนคนด้วยกัน

2

อดอฟ ฮิตเลอร์

Hitler1

Adolf Hitler was appointed Chancellor of Germany in 1933, becoming “Führer” in 1934 until his suicide in 1945. By the end of the second world war, Hitler’s policies of territorial conquest and racial subjugation had brought death and destruction to tens of millions of people, including the genocide of some six million Jews, in what is now known as the Holocaust. On 30 April, 1945, after intense street-to-street combat, when Soviet troops were spotted within a block or two of the Reich Chancellory, Hitler committed suicide, shooting himself while simultaneously biting into a cyanide capsule. Hitler ranks over Himmler merely for the fact that it was in his power to prevent Himmler’s policies being implemented.

1

โจเซฟ สตาลิน

Stalin-2

Stalin was General Secretary of the Communist Party of the Soviet Union’s Central Committee, from 1922 until his death, in 1953. Under Stalin’s leadership, the Ukraine suffered from a famine (Holodomor) so great it is considered by many to be an act of genocide on the part of Stalin’s government. Estimates of the number of deaths range from 2.5 million to 10 million. The famine was caused by direct political and administrative decisions. In addition to the famine, Stalin ordered purges within the Soviet Union of any person deemed to be an enemy of the state. In total, estimates of the number murdered under Stalins reign, range from 10 million to 60 million.

รบกวนกดไลค์แฟนเพจกิจการของผมด้วยนะครับ http://www.facebook.com/somsakmsi (ช่วยหน่อยครับ เพิ่งทำ)

3 thoughts on “Top 10 มนุษย์เลวร้ายที่สุดในโลก

  1. In the US, it is common to refer to a nasty, lower-class woman as “The Bitch Of Buchenwald”. The derogatory term is most often used when a woman of limited intelligence and unappealing personal appearance occupies some minor position of authority, such as town clerk or licensing official.

    When a woman is called “The Bitch Of Buchenwald” in North America, the invariable implication is that the woman in question is from the bottom of the socio-economic order and has been granted some limited power over persons who would otherwise look down at her. “The Bitch Of Buchenwald” carries the connotation that a lower-class woman enjoys—and abuses—her authority over persons from a higher economic and social status in order to settle life-long class grievances and in order to address issues of low self-esteem. There is the further connotation that the woman in question is ugly, overweight, abusive, and has psychological (if not psychiatric) issues.

    All of these forces were at work in the case of Ilse Koch. She was of poor background, uneducated, of low intelligence, overweight, unattractive—and came to delight in her new-found authority over persons placed in her (and her husband’s) charge. The woman was in need of psychiatric assistance.

    Modern-day Ilse Koch’s usually share the dull, disturbed eyes of the original “Bitch Of Buchenwald” as well as Koch’s blank, flabby face. Koch was of a “type” easily recognized today, seven decades after the original.

    In one homeowner association in Fairfax County, Virginia, right outside of Washington, D.C., the local property manager is a dead ringer for Ilse Koch—she even looks like Ilse Koch, and could be Ilse Koch’s twin sister—and has been known to residents as “The Bitch Of Buchenwald” for almost twenty years. The Sully II property manager is a remake of Ilse Koch, and even dresses inappropriately and provocatively, as did Koch, and considers herself attractive, which she is not. Several years ago, I represented a client in which this modern-day Ilse Koch showed up at a hearing wearing a body-hugging gray tee-shirt without undergarments, exposing her nipples. It was unbelievable, and revolting—and the first thing that came to mind the minute I saw was woman was “Ilse Koch”.

    Other notorious women associated with Nazi concentration camps all meet the same profiles—physical, mental and psychological—as the original Ilse Koch. It is a “type” easily recognized and identified by normal people—and normal people instinctively shun “Ilse Koch” types.

    It is all rather frightening, but it does help us understand evil.

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s